UPCAR MINI

บันเทิง สปอตไลท์

มาดู! วิวัฒนาการ 10 รุ่นของ "มินิ" กว่าจะเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้

Updated:

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1959 ถือกำเนิด "มินิ" พร้อมวิกฤตครั้งยิ่งใหญ่!

ที่มา : motor1.com

คำว่า "MINI" แปลความหมายตามศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง เล็ก กะทัดรัด ซึ่งหากใครได้ยินคงไม่ได้นึกถึงแค่เพียงความหมายของมัน แต่จะนึกไปถึงรถยนต์อังกฤษสุดคลาสสิก โดดเด่นด้วยขนาดตัวที่เล็กกะทัดรัด ซึ่งผู้ผลิตตัดสินใจในการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุดนี้มายาวนานกว่า 46 ปี

ที่มา : motor1.com

 Mini Mark I (มินิ มาร์ค วัน)

มินิถือกำเนิดขึ้นเนื่องจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วสหราชอาณาจักรในปีค.ศ. 1956 เนื่องจากอียิปต์เข้ายึดคลองสุเอซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันจากเอเชียถึงทวีปยุโรปจึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว และนั่นทำให้เกิดความคิดที่จะสร้างรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัด ราคาที่ไม่แพง และพาครอบครัวไปได้ในทุกที่ ถือกำเนิดขึ้นโดย “เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส” (Sir Alec Issigonis) นักออกแบบรถยนต์ประจำบริษัท BMC (British Motor Corporation) ยักษ์ใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอังกฤษ

ในเดือนสิงหาคม ช่วงปีค.ศ. 1959 ทั่วโลกก็ประหลาดใจ เมื่อทราบข่าวว่า ได้มีการผลิตรถยนต์แบบขนาดมินิ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี 4 สูบ 35 แรงม้า สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 122 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทันทีที่เริ่มจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากครอบครัวชาวอังกฤษ เนื่องด้วยราคาที่ถูกและคุ้มค่า โดยมีราคาเพียง 496 ปอนด์เท่านั้น!

ที่มา : motor1.com

Mini Mark II  (มินิ มาร์ค ทู)

หลังจาก มินิ มาร์ค วัน ได้รับผลการตอบรับและได้รับความนิยมจากตลาดเป็นอย่างดี ในช่วงปี 1967 มินิ ก็ได้เปิดตัว มินิ มาร์ค ทู ออกมา โดยมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ทั้งตัวรถ กระจังหน้า และหน้าต่างด้านข้าง รวมถึงยังมีการเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ จากเดิม 848 ซีซี เป็น 998 ซีซี ให้เป็นทางเลือกอีกมาร์ค ทู ผลิตขึ้นเป็นจำนวนกว่า 429,000 คัน มินิรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตกหลังถูกนำไปเข้าฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Italian Job

ที่มา : motor1.com

Mini Mark III (มินิ มาร์ค ทรี)

รุ่นของ มินิ มาร์ค ทรี คือ Mini Cooper และ Cooper S พัฒนาขึ้นจากรถ ‘มอริส ไมเนอร์-มินิ’ ดั้งเดิม ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ โดยเพิ่มขนาดเครื่องยนต์จาก 848 ซีซี เป็น 997 ซีซี และเพิ่มแรงม้าจาก 34 แรงม้า เป็น 55 แรงม้า ความไม่ธรรมดาของรถรุ่นนี้คือมีเกียร์ Closer-ratio, SU carburetor และดิสก์เบรกหน้า เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับรถรุ่นเล็กในยุคนั้น

ส่วนรุ่น S พัฒนาจาก มินิ คูเปอร์ธรรมดาให้มีกำลังแรงขึ้นด้วยเครื่องยนต์ 1,071 ซีซี และเสริมแรงให้ดิสก์เบรค

ที่มา : motor1.com

Mini Mark IV (มินิ มาร์ค โฟร์)

มาถึงในปีค.ศ. 1976 ในรุ่น มาร์ค โฟร์ นี้ ลักษณะส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกันกับรุ่นก่อนหน้า โครงสร้างที่นั่งบริเวณยางด้านหน้ามีการทำให้เสียงเงียบมากขึ้น และจะส่งผลให้ห้องโดยสารมีเสียงเงียบมากขึ้นด้วย รวมถึงมีไฟส่องทางที่ชัดเจนและระยะไกลขึ้น

ที่มา : motor1.com

Mini Mark V (มินิ มาร์ค ไฟว์)

ในปีค.ศ. 1984 มินิได้มีการปรับขนาดล้อเป็น 12 นิ้ว จากเดิมที่มีขนาด 10 นิ้ว ขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้จำเป็นต้องเพิ่มขนาดของแผ่นบังโคลนรถเพื่อให้ครอบคลุมยางเพิ่มเติมขึ้นด้วย ซึ่งกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตลอดการผลิต รวมถึงดิสก์เบรกหน้าเช่นกัน

ที่มา : motor1.com

Mini Mark VI (มินิ มาร์ค ซิกซ์)

สำหรับ มินิ มาร์ค ซิกซ์ ในที่สุด มินิ ก็ทำการใช้ระบบการจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดแทนที่ ระบบคาบูเรเตอร์  ซึ่งจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนล้อเป็นขนาด 13 นิ้ว และผลิตโดยบริษัท โรเวอร์ โดยเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 1991 ในหลายรุ่นย่อย ต่อมาในปี 1992 เพิ่มรุ่นมีซันรูฟแบบผ้าใบเปิดปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมกับสำนักแต่ง จอห์น คูเปอร์ การาจ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายรถมินิที่มีชุดแต่งอย่างเป็นทางการ

ที่มา : motor1.com

Mini Mark VII (มินิ มาร์ค เซเว่น)

ในปี 1996 เป็นรถมินิรุ่นสุดท้ายตามแบบฉบับดั้งเดิม ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นรถมินิ ใหม่ในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู โดยมีการเปลี่ยนแปลงระบบหลายอย่าง เช่น หัวฉีดแบบ Twin-Point คานกันกระแทกด้านข้าง ถุงลมนิรภัยตำแหน่งคนขับ ปรับปรุงเบาะนั่งด้านหน้า ระบบป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก และสิ้นสุดการผลิตในปีค.ศ. 2000

ที่มา : motor1.com

Mini R50 (มินิ อาร์50)

ในปีค.ศ. 1994 BMW ได้มีการเข้าซื้อกิจการของ Rover Group มีผลให้ทำให้ มินิ กลายเป็นของ BMW ในเวลาต่อมา แต่ในที่สุดด้วยภาวะขาดทุน ทำให้ ต้องขายกิจการของบริษัท marques รวมถึง Land Rover ด้วย แต่ยังเลือกที่จะเก็บ มินิ ไว้พัฒนาต่อ

ในปี 2000 BMW ได้เปิดตัวรถมินิรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดภายใต้ของ BMW ที่ซื้อกิจการมาจากโรเวอร์ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นโดยการออกแบบยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ “มินิ” มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า และรุ่นที่สามารถเปิดประทุน รวมถึงแฮชแบค 3 ประตู เปิดตัวตามถัดมาในปี 2004

ที่มา : motor1.com

Mini R56 (มินิ อาร์56)

 ในปี 2006 รุ่นที่สองของรถมินิภายใต้ BMW ก็ได้มีการผลิตขึ้น ทั้งรูปทรง และดีไซน์ไม่ได้ต่างจากตัวเดิมมากนัก แต่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงไฟเฮดไลน์ด้านหน้าถูกผสนกับกันชนแทน

เครื่องยนต์ยังมีทั้ง 1.4 และ 1.6 ลิตร แต่ความเปลี่ยนแปลงจุดใหญ่ของ R56 คือ MINI Cooper S ที่ไม่ได้ใช้ซุปเปอร์ชาร์จเจอร์แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์แทน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ได้มากขึ้นกว่าเดิม

ที่มา : motor1.com

Mini F56 (มินิ เอฟ56)

 ทำการเปิดตัวในปี 2013 และเริ่มขายออกสู่ตลาดในปี 2014 โดยในรุ่นที่ 3 ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ดีไซน์ของความเป็น MINI มิติของตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความยาว ความกว้าง และ ความสูงของตัวรถ ในส่วนของเครื่องยนต์ถูกอัพเกรดมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ของ BMW และขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า

ที่มา : motor1.com

ในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

 กลไกลการผลิตรถยนต์ของ มินิ ยังคงมีความคล้ายคลึงกับต้นฉบับในปี 1959 บอกเลยว่าจิตวิญญาณของการเป็นรถยนต์ขนาดเล็กราคาประหยัดยังคงเป็นส่วนสำคัญในการผลิตรถยนต์ของมินิอยู่เสมอ

ในอนาคต Mini จะมีรุ่นสามและห้าประตูเวอร์ชั่นใหม่ที่กำลังจะผลิตออกมา รวมถึงรุ่น John Cooper Works GP สุดอลังการเช่นกัน

สำหรับความท้าทายในอนาคตของมินิ วางแผนไว้ว่าจะมีการเดินหน้าพัฒนารถยนต์ แฮชแบค 3 ประตู และพัฒนาระบบให้เข้าสู่ช่วงเวลาของ “การเชื่อมต่อ” ไม่ว่าจะเป็นซอฟท์แวร์ แอปพลิเคชั่น เพื่อทำให้การขับรถ MINI สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

[Every Lotto Day Campaign Lotto Low Price

-บันเทิง, สปอตไลท์
-, , , , , , , , , , , , ,

Copyright© UPCAR , 2019 All Rights Reserved.